Loading..

ACNE

สิว จะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Acne หรือ Pimple ก็ได้เป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ และเป็นก้อนไขมันอยู่ข้างในชั้นผิว อันเกิดจากการขุดค้นหรือการติดเชื้อของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดและที่มาของสิว มักจะขึ้นตามผิวหนังในบริเวณ ที่มีต่อมไขมันอยู่มาก เช่น ใบหน้า ลำคอ ยก แผ่นหลังส่วนบน และหัวไหล่ สามารถเกิดตัวได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น

ประเภทของสิวแบ่งได้ 2 ประเภท

1. สิวอุดตัน (non-inflammatory acne)

สิวอุดต้น คือ สิวที่เกิดการอุดตันที่รูชุมชน หรือ คอมีโดน (comedone) แต่จะไม่มีการอักเสบร่วมด้วย สามารถแยกย่อยได้อีก 4 ชนิด คือ

สิวหัวดำ (Blackheads)

สิวหัวดำหรือสิวหัวเปิด เป็นสิวขนาดเล็กที่อุดตัวอยู่ในรูขุมขน ที่ทำปฏิกิริยากับสารเมลานินหรือเม็ดสีที่เซลล์ผิวหนัง ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ เมื่อลูบไป โดนจะรู้แข็งๆ สากๆ ไม่มีอาการเจ็บปวด สาเหตุการเกิดส่วนใหญ่นั้นมาจากหลายสาเหตุ อาทิ ความเครียด ร่างกายผลิตไขมันมาหล่อเลี้ยงใบหน้ามากเกินไป และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งป้องกันโดยล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ

วิธีรักษาสิวหัวดำ

  • ยาบีพี (Benzoyl peroxide – BP) สามารถช่วยลดสิวอุดตันได้ในระดับปานกลาง มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน เช่น Benzac AC, Enzoxid, Brevoxyl (Water based), PanOxyl (Alcohol based), ACNEXYL (เนื้อเจล) วิธี ใช้นั้นแสนจะง่าย เพียงทาให้ทั่วหน้าก่อนจะล้างหน้าในช่วง เช้า-เย็น โดยให้ทาทิ้งไว้ราวๆ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยเจ้าตัวยานี้จะออกฤทธิ์ไปลดการอุดตันของต่อมไขมัน ทำให้ไขมันที่อุดตันจะถูกละลาย และสามารถกดออกมาได้โดยง่าย สำหรับใครที่เริ่มใช้ ให้เริ่มจากสูตรอ่อนโยน 2.5% ก่อนจากนั้นจึงค่อยขยับเป็น 5-10 เมื่อใบหน้าชินกับตัวยาแล้ว
  • สกินแคร์ที่มี AHA (Glycolic acid) และ BHA (Salicylic acid) โดยเจ้า AHA จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยป้องกันการเปิดสิว และ BHA สามารถละลายไขมันในรูขุมขน ที่สามารถช่วยลดการเกิดสิวอุดตันใต้

สิวหัวขาว (Whiteheads)

เป็นสิวอุดตันคล้ายๆกับสิวหัวดำแต่ผิวชนิดนี้จะไม่มีทางออกมา มีลักษณะเป็นตุ้มนูนเล็กๆ แต่ไม่มีหัวสิว ผิวอุดตันประเภทนี้มีสิทธิ์จะลุกลามไปเป็นสิวอักเสบได้สูงมาก เพราะฉะนั้น 11 ห้าง เพราะฉะนั้น งด ล้วง แคะ แกะ เกา นะ แล้วก็อย่าบีบสิวด้วย ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมหรือลดการผลิตน้ำมันบนผิวหน้า และลดการอุดตันบนในหน้า หากพบว่ามีสิวหัวขาวอาจใช้เซรั่มละลายสิว จนกว่าหัวสิวจะเปิด จากนั้นให้ทำการกดออกมา

สิวเสี้ยน​

คือ sebaceous filament เป็นเส้นใยไขมันที่เกาะอยู่ตามท่อของรูขุมขน เป็นไขมันปกติที่เกิดขึ้นได้ในบริเวณผิวที่มีความมันมากเป็นพิเศษ ซึ่งต่างกับสิวหัวดำ

สิวผด สิวเทียม หรือสิวหิน (Acne Aestivale)

สิวผด จะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ นูนๆ จำนวนมาก ลักษณะเป็นเม็ดทราย กระจายทั่วใบหน้า บางครั้งออกสีแดงทำให้ใบหน้าดูแดงๆ บางคนอาจมีอาการแสบและคันร่วมด้วย สิวผดเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • แสงแดด และสภาวะอากาศที่ร้อนและอับชื้น เพราะแสงแดดและความร้อนส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานหนัก และต่อมเหงื่ออุดตัน จนทำให้เกิดเป็นตุ่มเล็กๆ เหมือนเป็นผด ซึ่งสิวผดจึงมักหายตัวไปในช่วงเช้าที่มีอากาศเย็น และกลับมาเห่ออีกครั้งในช่วงบ่ายๆ ที่อากาศร้อน
  • เกิดจากการที่รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราประเภทยีสต์ (Malassezia folliculitis หรือเดิมเรียกว่า Pityrosporum folliculitis) โดยทั่วไป เชื้อนี้สามารถพบได้เป็นปกติบนผิวหนังของทุกคน แต่หากต่อมไขมันทำงานมากผิดปกติ จะทำให้มีน้ำมันส่วนเกินที่กลายเป็นอาหารของยีสต์ชนิดนี้ ทําให้เชื้อเกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทาให้เกิดสิวผดได้
  • เกิดจากอาการแพ้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แพ้เหงื่อ แพ้น้ำ แพ้ฝุ่น แพ้อากาศร้อนหรือเย็นจัด
  • เกิดจากการระคายเคืองบนผิวหนัง เช่น การแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สัมผัสกับผิวหนัง เช่น โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด
  • เกิดจากมลภาวะต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งทางน้ำและทางอากาศ

2. สิวอักเสบ (inflammatory acne)

สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

สิวที่มีตุ่มนูนแดง (Papule)

สิวตุ่มนูนแดงจะมีขนาดเล็ก เป็นสิวที่เริ่มอักเสบในช่วงแรกๆ หลังจากพัฒนามาจากสิวอุดตัน ไม่มีอาการเจ็บปวด

สิวหัวหนอง (Pustule)

หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับสิวชนิดนี้กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นกันบ่อยมากๆ โดยจะมีลักษณะตุ่มๆ แดง และมีหัวสีเหลือง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนรุนแรงกว่าแบบนูนแดง

สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodule)

สิวชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง ที่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่เป็นอย่างมาก มักจะเกิดจากการกด บีบสิวตุ่มนูนแดง ทำให้แบคทีเรียและน้ำมันแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง สามารถป้องกันได้โดยงดการบีบสิวอักเสบ

สิวหัวช้าง (Cyst)

สิวหัวช้างเป็นสิวที่มีการอักเสบรุนแรงที่สุด เกิดในบุคคลที่มีผิวหน้ามันมากๆ จะมีลักษณะเป็นตุ่มใหญ่ๆ ทั่วใบหน้า และมักจะเป็นสิวอักเสบ หากสิวแตกจะมีเลือดและหนองไหล มักจะทำให้เกิดหลุมสิว

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบ

เนื่องจากสิวทั้ง 4 แบบเป็นสิวอักเสบเหมือนกัน ดังนั้น จึงมีวิธีการป้องกันที่เหมือนกัน ดังนี้ 

  • ล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ ใครที่ผิวแพ้ง่ายให้ใช้โฟมล้างหน้าที่มีความอ่อนโยน
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะจับใบหน้าของตัวเองทุกครั้ง
  • ใช้โฟมล้างหน้าที่ควบคุมความมันบนใบหน้า และยังให้ความชุ่มชื้นกับผิวอยู่
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือทาครีมกันแดดทุกครั้งที่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เช็ดเครื่องสำอางก่อนล้างหน้าทุกครั้ง และห้ามนอน โดยที่ยังแต่งหน้าอยู่
  • ระวังการเลือกแชมพูสระผม หรือห้ามให้ยาสระผมโดนหน้า เพราะบางสูตรจะมีส่วนผสมของน้ำมันที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสําอางในขณะที่เป็นสิว (ก่อนจะอักเสบ) หรือทาทับบริเวณที่เป็นสิว 

การรักษาสิว

การรักษาด้วยยารับประทาน

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)

ใช้ลดเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบ ใช้เมื่อผู้ป่วยเป็นสิวอักเสบในระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง สามารถใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะแบบทาได้ คือ ยากลุ่มเตตราซัยคลื่น (Tetracycline) เช่น ดอกชีชัยคลื่น (Doxycyclineolor)

ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive)

เป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยและวัยรุ่นเพศหญิง เพราะตัวยามีฮอร์โมนเอสโต รเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ลดความเสี่ยงของการอุดตันจนทำให้เกิดสิว แต่มีผลข้างเคียง คือ อาการปวดหัว คลื่นไส้ ปวดหน้าอก น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (Anti-androgen)

จะลดผลกระทบที่เกิดจากการมีฮอร์โมนเพศชายสะสมที่ต่อมไขมันใต้ผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดการผลิต ขนและน้ำมันมากจนเสี่ยงต่อการเกิดสิว อาจนำมาใช้ในการณีที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้หญิงหรือวัยรุ่นเพศหญิงรับประทานยาปฏิชีวนะแล้วไม่ได้ผล

ไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin)

ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบในระดับรุนแรงมากที่สุด และผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิว ด้วยวิธีอื่น ๆ โดยผู้ที่ใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และไม่ควรตั้งครรภ์ระหว่างใช้ยาตัวนี้

การรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่

มีทั้งรูปแบบครีมและเจล ผู้ป่วยต้องหาเนื้อยาตามจุดที่เกิดสิว โดยทาหลังล้างหน้าให้สะอาดแล้วเช็ดหน้าให้แห้ง การใช้ยารักษาจะทำให้อาการของ ผิวค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ บางคนอาการแปลงก่อนแล้วดีขึ้น ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน โดยอาจใช้เวลารักษาหลายเดือนขึ้น ๆ อยู่กับระดับความรุนแรงของการอักเสบ ยาที่นิยมใช้รักษาผิวแบบทาเฉพาะที่

เรตินอยด์ (Retinoid)

ซึ่งเป็นสารที่ได้มาจากวิตามินเอ ยาตัวนี้จะช่วยป้องกันการอุดตันของรูขุมขน

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)

ยาจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง รวมทั้งลดรอยแดงจากสิว อาจใช้ร่วมกับยาตัวอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการรักษา เช่น อาจใช้ยาปฏิชีวนะ ควบคู่กับเรตินอยต้ โดยทายาปฏิชีวนะในตอนเช้า และทาเรตินอยด์ในตอนเย็น หรือใช้ร่วมกับเบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ เพื่อลดปฏิกิริยาดื้อยาปฏิชีวนะ

แดพโซน (Dapsone)

เป็นยารักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียและการอักเสบของผิวหนัง ใช้ร่วมกับเรตินอยด์เพื่อประสิทธิผลทางการรักษา

การรักษาด้วยวิธีการบำบัด

การกดสิว

ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วสิวหัวดำและสิวหัวขาวยังไม่หมดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือช่วยในการบีบเอาสิ่งที่อุดตันภายในสิว

การผลัดเซลล์ผิว

ใช้กระบวนการทางเคมีมาช่วยในการรักษา เช่น การใช้กรดซาลิเซลิกเพื่อขัดลอกผิวชั้นนอก ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ ผิวหนังที่ตายแล้ว โดยจะมีประสิทธิภาพดีเมื่อใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่นๆ

การฉีดสเตียรอยด์ (Steroid)

เป็นการรักษาสิวก่อนลีกและสิวซีสต์ ทําให้การบวมอักเสบของสิวหายไปโดยที่ไม่ต้องบีบสิวออกมา ด้วยการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปยังบริเวณที่เป็นสิวซึ่งเห็นผลได้เร็วในสิวอักเสบ

การฉายแสง (Light Therapy)

เป็นการฉายแสงเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบ การฉายแสงต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณของแสงให้เหมาะสม และลดโอกาสการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการฉายแสง

การรักษาด้วยเมโสเทอราปีสิว

เป็นการใช้ยาด้วยวิธีเมโสเทอราปีสะกิดผิวหรือผลักเข้าผิวหน้าเพื่อช่วยลดการเลบ ลดความมันบนใบหน้า เพื่อป้องกันการเกิดสิวได้ดี และ เป็นการรักษารูปแบบใหม่ที่นิยมในปัจจุบัน

ACNE CODE : ส่วนประกอบสำคัญ
  1. Retinol palmitate ช่วยปรับโครงสร้างชั้นบนสุดของผิวหนังชั้น keratin (keratinization) ที่อยู่ใกล้รูขุมขน ช่วยลดการอุดตันของเคราตีนในรูขุมขน จึงลดการเกิดคอมีโดนและลดสิวได้ ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดการเจริญเติบโตของเชื้อ P. acnes -ช่วยผลัดเซลล์เคราตินให้หลุดออกโดยการเสริมสร้างเซลล์ผิวชั้นที่ลึกกว่า ควบคุมต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ลดเชื้อ P. acnes สาเหตุการเกิดสิว ควบคุมและลดการเกิดสิวบนใบหน้า และมีส่วนผสมของ antioxidant เข้มข้น ช่วยลดรอยดำ รอยแดงจากสิว และทําให้หน้าขาวใส
  2. Sodium ascorbate เป็น antioxidant ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ ลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และ ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง
  3. Tocopherol เป็น antioxidant ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ และให้ความชุ่มชื้น มีส่วนประกอบของ retinol และ อื่นๆ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหน้ามัน และ ช่วยลดการเกิดแผลเป็นจากสิว นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเพิ่มเติมในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว และ ป้องกันเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของริ้วรอย

แนะนำรักษาทุก 2 สัปดาห์ เริ่มเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ภายใน 1 สัปดาห์ และเห็นผลชัดเจนที่ 3-4 ครั้งว่าสิวแห้งลง หน้ามันลดลง

เหมาะกับผู้ที่ผิวหน้ามัน และเป็นสิวบ่อยๆ สามารถใช้ร่วมกับการรักษาสิวกลุ่มเลเซอร์ ฉายแสงรักษาผิว และยารักษาสิวและผดผื่น

 

COLLAGEN AND SKIN DETOX SOLUTION

เป็นศาสตร์การบำรุงผิว แบบโฮมีโอพาธีย์ (HOMEOPATHY) ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผื่น สิว ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ ซึ่งมี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะหรือสารพิษที่ตกค้างในผิว จุดที่ทำการรักษาบนใบหน้าจะมีลักษณะพิเศษ คือจะใช้การรักษา 16 จุด ที่บริเวณจุดกระจาย ตัวของน้ำเหลืองบริเวณใบหน้า เพื่อขับล้างสารพิษออกจากผิวโดยเฉพาะ เป็นการกระตุ้นให้เซลล์ผิวขับล้างสารพิษออกทางระบบน้ำเหลืองและ เป็นการกระจายสารอาหารไปในตัว รวมทั้งตัวยามีอาหารผิวต่าง ๆ อีกหลายชนิดเพื่อให้เซลล์ผิวฟื้นฟูจากสารพิษ และช่วยชะลอการเสื่อมของคอลลา เจนไฮยาลูโรนิคเอซิด และ fibroblast ในชั้นผิว

แนะนำรักษาทุก 1-2 สัปดาห์ เริ่มเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ภายใน 1 สัปดาห์ และเห็นผลชัดเจนที่ 3-4 ครั้ง

เหมาะกับผู้ที่ผิวไม่แข็งแรง เป็นผดผื่น สิวผด ผิวแห้งกร้าน และเป็นสิวบ่อยๆ สามารถใช้ร่วมกับการรักษาสิวกลุ่มเลเซอร์ ฉายแสงรักษาผิว และ ยารักษาสิวและผดผื่น

รอยดำ

รอยดำ (Hyperpigment) มีสาเหตุมาจากการอักเสบที่ชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นสิว ผื่นบางชนิด หรือมีการแคะแกะเกา การแพ้สารเคมีหรือการทำเลเซอร์บางชนิด โดยร่างกายจะมีการหลั่งสารอักเสบออกมาที่ชั้นใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีการผลิตเม็ดสีเมลานินเป็นจำนวนมากในบริเวณที่เกิดการอักเสบ เรียกว่า Post-inflammatory Hyperpigmentation เกิดเป็นรอยดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยลักษณะความเข้มและสีของรอยดำจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการอักเสบ ยิ่งอักเสบมาก รอยดำก็ยิ่งเข้มและหายช้า ซึ่งโดยปกติสีของรอยดำจะค่อยๆจางลงได้เองตามธรรมชาติ แต่อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนหรือมากกว่านั้น จึงควรได้รับการรักษาและการดูแลอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี

การรักษารอยดำสิว

โดยปกติถ้าไม่ได้รักษารอยดำจากสิวจะค่อยๆจางแต่ต้องใช้เวลา ถ้าต้องการให้จางเร็วขึ้นมีแนวทางสำหรับการรักษาหลากหลาย

  1. การทาครีมกันแดดอย่างมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้รอยดำเกิดเพิ่มขึ้นหรือเข้มขึ้น 
  2. ใช้ยาทา กลุ่ม Hydroquinone, azelaic acid, kojic, licorice, Niacinamide, Vit c 
  3. Chemical peel คือการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรด โดยใช้ AHA 20-70%, Salicylic acid(BHA) 20-30% หรือ Jessner peel 
  4. เครื่องมือหรือพลังงานที่ช่วยลดปริมาณเม็ดสีที่ชั้นผิวหนังได้แก่เลเซอร์ IPL หรือ intense pulsed light ที่จะช่วยลดรอยแดงสิว

รอยแดง Postinflammatory erythema (PIE)

รอยแดงเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังหลังจากการอักเสบ เช่นการอักเสบของสิว ร่างกายจึงต้องนำเอาสารอาหารต่างๆเข้ามาซ่อมแซมผ่านทางหลอดเลือด แต่เมื่อในบริเวณดังกล่าวนั้นไม่มีเส้นเลือด ทำให้ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้น เพื่อให้สามารถที่จะลำเลียงสารอาหารต่างๆเข้ามาช่วยที่เกิดการอักเสบได้ แต่เมื่อการอักเสบหรือสิวหายไป เส้นเลือดที่ร่างกายได้สร้างขึ้นมานั้นยังคงอยู่ ทำให้เกิดเป็นรอยแดงในชั้นผิวของเรา ซึ่งการปล่อยทิ้งเอาไว้เพื่อให้รอยแดงเหล่านี้หายไปเองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะร่างกายของเราไม่มีระบบการทำลายเส้นเลือดเหล่านี้โดยธรรมชาติ 

การรักษารอยแดงสิว

  1. ใช้ยาทา ยาที่มีส่วนผสมของ Vitamin C, Niacinamide (หรือ vitamin B3) จะมีส่วนช่วยให้รอยแดงค่อยๆจางลง
  2. การใช้เครื่องมือที่ปล่อยพลังงาน เพื่อไปโฟกัสเจาะจงเส้นเลือดฝอยซึ่งจะทำให้เส้นเลือดฝอยน้อยลง จึงจะช่วย 2 เรื่องคือ ทำให้ช่วงที่เป็นสิวอักเสบจะแห้งเร็ว จึงลดโอกาสการเกิดรอยแดง และถ้าสิวอักเสบหายแล้วรอยแดงจากสิวจะจางลงได้เร็วถึง 2-3 เท่า เทียบกับไม่ได้ใช้พลังงานแสง ซึ่งพลังงานแสงมีหลายแบบ ในคลินิก aura mediplex จะใช้ IPL หรือ intense pulsed light ที่จะช่วยลดรอยแดงสิว